บทความนี้เป็นข้อสังเกตและความคิดเห็นส่วนตัว เกี่ยวกับการนำ Agile ไปใช้งานในองค์กร เท่าที่เคยเห็นมาด้วยตัวเอง พบว่า มีบางครั้งที่เราได้ยินประโยคนี้ว่า Agile เราอาจจะไม่เท่ากัน ซึ่งก็จะตามมาด้วยการคุยกัน หรือ ไม่คุยกันก็แล้วแต่ จะขอข้ามไปก่อน เพราะการคุยกัน ก็มีช่วงเวลาที่เหมาะสม และกระบวนการคุย ซึ่งสำคัญมากและคุยกันได้อีกยาว สุดท้ายเราจะพบว่าตอนที่ทำงานจริงก็จะเป็นอีกฉากที่ต้องปรับตัวกันไปเรื่อยๆ และจะขอยกบางกรณีมาคุยให้ฟัง ยกตัวอย่างว่า ทำไมถึงมีประโยคว่า Agile เราไม่เท่ากัน ผมว่าเรื่องนี้ก็ไม่ตลก เพราะหลายครั้งที่เจอว่า มีทีมที่บอกชัดว่าตัวเองทำ Agile มา และเมื่อถามว่า ใครพาทำ คำตอบที่ได้ยินบ่อยๆคือ มีพี่คนนั้น พี่คนโน้น เคยทำมาบ้าง มาพาทำ…

ผมคิดว่าเรื่องทฤษฎีความเป็นผู้นำ ทุกวันนี้เราน่าจะหาอ่าน หาเสพได้ไม่ยาก เพราะมีทั้งหนังสือ คลิปวีดีโอ คอร์สสอนเยอะไปหมด แล้วแต่ว่าจริตหรือโอกาสที่เราจะเข้าถึงมันได้และตรงความต้องการที่แบบไหน

โดยส่วนตัว ก็พบเห็นลักษณะการเป็นผู้นำมาหลายแบบ มีทั้งที่ดี และที่เห็นว่าควรปรับปรุง แต่ก็ในมุมมองของตัวเองเท่านั้น บอกตามตรงว่า ถ้าให้ผมไปนำใคร ก็คงทำได้ไม่ดีนัก และการรักษาสถานะความคงเส้นคงวาให้ได้ตลอด ยิ่งยากมากขึ้นไปอีก

แต่เท่าที่จะกลั่นออกมาจากความรู้สึกได้ ว่าลักษณะผู้นำแบบไหนที่ผมให้ความสำคัญมากที่สุด ก็คือลักษณะผู้นำที่ ปฏิบัติ ให้ดูเป็นตัวอย่าง

ยิ่งถ้าจะให้ดีกว่าคือ ปฏิบัติด้วยกันไปเลย ไม่ใช่แค่ทำให้ดูแล้วจากไป

รูปไม่เกี่ยวข้องกับเนื้อหาแต่อย่างใด

แต่ที่เจอส่วนมากจะเป็นแบบ แนะนำให้ทำ หรือบอกให้ทำ หรือบางทีอาจจะสอนให้ทำ แต่ไม่ลงมือทำให้เห็นก่อน

แบบหลังนี่ ผมสรุปรวมๆเป็นคำว่า สั่งให้ทำ แล้วก็รอดู แบบนี้ส่วนตัวผมมองว่า มันค่อนข้างคาดหวังผลลัพธ์ยากหน่อย เพราะแต่ละวัน น้องๆก็มีหน้าที่ที่ต้องรับผิดชอบอยู่แล้วล้านแปด การที่อยู่ๆมาสั่งให้ทำอะไรก็ไม่รู้ ที่ไม่เคยทำมาก่อน แต่คาดหวังแบบบางๆไว้นะ แบบนี้น้องบางคนอาจจะรู้สึกว่าเป็นเรื่องไกลตัว

พอมันเป็นเรื่องไกลตัว ก็จะมีทางเลือกไม่มากคือ 1. ทำส่งๆไปให้เสร็จ 2. ทำตามความเข้าใจ หรือหยิบเอาของที่ใกล้เคียงมาทำให้ 3. ปล่อยไหล ไม่ทำ หรืออาจจะมีอย่างอื่นด้วยก็ได้ ที่สุดท้าย หัวหน้าก็จะงงว่า อิหยังวะ!! ใช่ที่บอกไปไหมนี่

สำหรับผม ถ้าอยากได้อะไร ผมจะไม่ค่อยคาดหวังให้คนอื่นเริ่ม ผมว่าผมเริ่มไปก่อน ถ้าคนอื่นเห็นว่าดี เดี๋ยวเขาก็มาทำเลียนแบบเราเอง หรือถ้าอยากให้คนอื่นเลียนแบบมากหน่อย ก็สอนเขาไปเลย และบ่อยครั้ง ก็ไปช่วยทำในช่วงแรกด้วยกัน เพราะผมอยากให้เขาทำแบบที่ผมทำจริงๆ

แต่ถ้าเมื่อไรก็ตาม ที่ผมเริ่มอยากให้คนอื่นทำ ในสิ่งที่ผมเองก็ทำไม่ได้ ผมเองนี่แหล่ะ จะรู้สึกว่าจะคาดหวังอะไรกลับมาไม่ได้เลย เพราะฉะนั้นในทางกลับกัน ถ้ามีใครมาบอกให้ผมทำในสิ่งที่ผมทำไม่เป็น และคนที่บอกก็ไม่ได้มาสอน หรือไม่พาทำ และผมเอง เนื่องจากไม่รู้ว่าทำแล้วจะดีกับชีวิตผมยังไง ผมก็อาจจะทิ้งมันไปง่ายๆเลย

สุดท้ายก็เลยได้บทสรุปอย่างหนึ่งมาว่า ถ้าเมื่อไรผมต้องการให้คนอื่นทำบางอย่าง สิ่งแรกที่ผมควรทำคือ ลองทำมันด้วยตัวเองก่อน พิสูจน์ว่ามันดีจริง แล้วค่อยสอนคนอื่นทีหลัง ส่วนคนอื่นจะทำหรือไม่ทำ ก็ขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของเขาเอง

--

--

เวลาได้ยินคำนี้ทีไร บอกตามตรงว่า อารมณ์เชิงลบมันจะถาโถมมาพอสมควร และหลายคนอาจจะเป็นเหมือนผม

บางครั้งเมื่อเราทำอะไรพลาดไปแล้วมีคนมาบอกเราว่า ทำไมทำแบบนี้ เคยบอกไปแล้วไง ว่าควรทำ บลาๆๆ ด้วย

และอาการจะยิ่งหนัก ถ้าคนที่พูดแบบนี้กับเรา ก็อยู่ในเหตุการณ์ด้วยกันตลอด

ในใจคิดได้แค่ว่า

ทำไมไม่พูดออกมาในเวลาที่เหมาะสม แทนที่จะมาเบลมกันทีหลัง

ยกตัวอย่างเช่น ถ้าคุณจะต้องสั่งอาหาร แล้วมีโปรลด 50% พร้อมใช้ พอคุณสั่งอาหารเสร็จ คนข้างๆคุณก็ยิ้มเยาะแล้วถามคุณว่า ได้ใช้โปรยัง??

คือ เมื่อกี้ตอนสั่งก็นั่งอยู่ด้วยกัน เห็นทุกขั้นตอน แต่ไม่พูดตอนที่สั่ง อิหยังวะ!!!

อ่ะ สมมุติว่าคนที่จะเตือน ไม่ได้นั่งอยู่ด้วยกัน แต่ก็รู้ว่าเรากำลังจะสั่งอาหารนะ บอกรายการอาหารเสร็จสรรพ แต่ไม่เตือนเรื่องคูปองสักคำ พอสั่งเสร็จ เขาก็มาโวยวายว่า เมื่อวานซืนก็บอกแล้วไงว่าอย่าลืมใช้คูปอง

เหตุการณ์นี้เป็นเหตุการณ์สมมุติให้เหมือนจริงนะครับ ความจริงอยากให้เปรียบเทียบกับชีวิตการทำงาน อาจจะได้อีกอารมณ์มันมัน เป็นความสนุกในที่ทำงานได้ดีพอสมควร

บทความนี้ก็แค่อยากเล่าและอาจจะได้ฉุกคิดว่า เราอาจจะเป็นคนนั้นน่ะ ไอ้คนที่รู้ condition ที่ดีกว่า และไม่บอกในเวลาที่เหมาะสม แต่รอเวลาไปเบลมคนอื่น มันไม่ใช่บรรยากาศของการอยู่ร่วมกันแบบสันติเลยนะครับ

--

--

โดยปกติเราทุกคนจะมีสิ่งที่ถนัดอยู่คนละอย่างสองอย่าง เป็นอย่างน้อย ยกตัวอย่างเช่นตัวผมเอง ถ้าในงานประจำก็จะถนัดงานเขียน API ด้วย Go มากที่สุด ส่วนเรื่องความสนใจส่วนตัวอื่นๆ ก็อาจจะพอรู้บ้าง ยกตัวอย่างเช่น อาจจะรู้เรื่องการดูแลสุขภาพ ซึ่งถ้าไปเทียบกับคนที่เรียนจบมาโดยตรง ก็ต้องเรียกว่าห่างไกล แต่ถ้าเทียบกับคนทั่วไปที่ไม่เคยศึกษาหาความรู้เลย ก็ต้องเรียกว่ารู้เยอะพอสมควร ทำนองนี้ ทีนี้ เวลาเราทำงานประจำ โดยปกติแทบจะทุกสาขาอาชีพ ความรู้มันมีเรื่องให้ต้อง update กันอยู่เรื่อยๆ มีน้อยมากที่ความรู้นั้นจะคงที่แล้วใช้ได้ตลอดกาล ซึ่งการหาความรู้เพิ่มเติมอยู่เสมอ ก็ไม่ใช่ว่าทุกคนจะทำ

เครื่องมือคุ้นมือ ใช้ได้, แต่อย่าใช้ไปตลอด
เครื่องมือคุ้นมือ ใช้ได้, แต่อย่าใช้ไปตลอด

โดยปกติเราทุกคนจะมีสิ่งที่ถนัดอยู่คนละอย่างสองอย่าง เป็นอย่างน้อย ยกตัวอย่างเช่นตัวผมเอง ถ้าในงานประจำก็จะถนัดงานเขียน API ด้วย Go มากที่สุด ส่วนเรื่องความสนใจส่วนตัวอื่นๆ ก็อาจจะพอรู้บ้าง ยกตัวอย่างเช่น อาจจะรู้เรื่องการดูแลสุขภาพ ซึ่งถ้าไปเทียบกับคนที่เรียนจบมาโดยตรง ก็ต้องเรียกว่าห่างไกล แต่ถ้าเทียบกับคนทั่วไปที่ไม่เคยศึกษาหาความรู้เลย ก็ต้องเรียกว่ารู้เยอะพอสมควร ทำนองนี้

ทีนี้ เวลาเราทำงานประจำ โดยปกติแทบจะทุกสาขาอาชีพ ความรู้มันมีเรื่องให้ต้อง update กันอยู่เรื่อยๆ มีน้อยมากที่ความรู้นั้นจะคงที่แล้วใช้ได้ตลอดกาล ซึ่งการหาความรู้เพิ่มเติมอยู่เสมอ ก็ไม่ใช่ว่าทุกคนจะทำ

https://www.pexels.com/

นั่นหมายความว่า เราก็จะเคยชินกับการใช้เครื่องมือเดิมๆ กับงานตรงหน้า ไม่ว่าปัญหามันจะ update มายังไง เราก็ดัดแปลงเครื่องมือเก่าๆของเราให้มันทำงานตรงหน้าเสร็จได้ พอวันเวลาผ่านไปสักพัก ถ้าบังเอิญได้มีโอกาสเงยหน้ามาดูโลกภายนอกสักครู่ ก็อาจจะพบว่าผลงานเรานั้น ช่างห่างไกลจากโลกปัจจุบันไปมากเลยทีเดียว

นั่นเพราะเรามัวแต่ใช้เครื่องมือเก่าๆของเรา แก้โจทย์ใหม่ๆอยู่ทุกวัน ที่จริงมันก็ไม่ผิด เพียงแต่ว่า ไอ้เครื่องมือที่คุ้นไม้คุ้นมือเราที่สุด ที่เคยพาเราไปดวงจันทร์มาได้แล้ว มันอาจจะพาเราไปดาวอังคารได้ยากและเสี่ยงเกินไป และถ้าจะหยิบจับเครื่องมือเก่าๆพวกนี้มาใช้ ก็ควรเป็นงานเฉพาะหน้าที่ไม่เหลือเวลาให้คิดแล้วอาจจะพอไหว

คำแนะนำคือให้หาเวลาลับมีด เพิ่มเติมความรู้ใหม่ๆ อ่านบทความบ้าง โดยเฉพาะเรื่องที่เราไม่เคยรู้ การรู้ไว้บ้างก็น่าจะเป็นเรื่องที่ดี ส่วนงานที่ถนัด ผมเชื่อว่าเราตามข่าวสารกันอยู่เรื่อยๆอยู่แล้วไม่น่าห่วง หาหนังสืออ่านบ้าง ลงเรียนบ้าง คอร์สสั้นคอร์สยาวหรือเรียนจากคลิปใน Youtube ได้ทั้งนั้น

ที่สำคัญคือคุยกับทีมงาน พยายามอย่าคิดคนเดียวทั้งหมด ช่วงกันคิด หลายหัวจะมีบางมุมที่เราไม่เห็นแต่คนอื่นเห็น และงานก็จะสนุกมากขึ้นไปอีก

--

--

ผมไม่รู้ว่าที่อื่นในโลกเป็บแบบนี้ไหม แต่จากประสบการณ์ในชีวิตผมมันบอกว่า ตลอดทุกช่วงชีวิต จะเจอเหตุการณ์ทำนองนี้ผ่านมาให้เห็นอยู่บ่อยๆ (เรื่องนี้ไม่เกียวกับผมในตอนนี้)

ก็คือ เวลาที่เกิดปัญหาอะไรขึ้นมาสักอย่าง ที่ส่งผลกระทบค่อนข้างรุนแรง (หรือคิดว่ารุนแรง) ผมจะสังเกตุเห็นความพยายามที่จะตามหาคนผิด

ถามว่าตามหามาทำไม ก็ต้องตอบว่า ถ้าหาคนคนนั้นเจอ ไม่ว่าเขาจะผิดจริง หรือผิดร่วม หรือถูกทำให้เชื่อว่าผิด หรือคนเชื่อไปแล้วว่าเขาผิด คนคนนั้นจะโดนสำเร็จโทษ ด้วยวิธีการอย่างหนึ่ง

ในหลายๆเหตุการณ์ คนที่ถูกทำโทษหรือถูกกล่าวโทษ อาจจะไม่ใช่คนผิดทั้งหมด และบางครั้ง อาจจะเป็นการโยนความผิด และการแก้ตัว ต่อให้จริง มันก็คือการแก้ตัว และในสายตาคนทั่วไป การแก้ตัว คือความพยายามปัดความผิดให้พ้นตัว

Angry black woman pointing at camera · Free Stock Photo (pexels.com)

ในบางสถานการณ์ เราจะเจอความไม่เชื่อใจกัน ยกตัวอย่างเช่น ในบริษัทหนึ่ง มีฝ่าย S กับฝ่าย T พนักงานที่เข้ามาใหม่ ไม่เข้าใจว่าทำไมฝ่าย T มักจะไม่ค่อยให้ความร่วมมือกับทีมอื่น ทั้งๆที่บริษัทเดียวกัน เป้าหมายเดียวกัน ก็ควรจะให้ความร่วมมือกันสิ

แต่ใครจะรู้ว่า ในอดีต ทีม S อาจจะเคยมาขอคำปรึกษาจากทีม T และทีม T ก็อาจจะเสนอวิธีการบางอย่าง ที่ในขณะนั้น ทุกฝ่ายเห็นชอบร่วมกัน และเมื่อวันที่งานเสร็จ และเกิดปัญหาบางอย่าง ทีม S ชี้ไปที่ทีม T แล้วก็บอกว่า นี่ไง มันมีปัญหาแบบนี้เพราะทีม T เสนอให้ทำแบบนี้

สิ่งนี้ ผมเรียกว่าการหักหลัง เพราะ ณ เวลาที่ทุกฝ่ายเห็นชอบร่วมกัน มันคือความร่วมมือ ที่ทุกคนยอมรับความเสี่ยงร่วมกันไปแล้ว แต่พอเวลาเกิดปัญหา เราไม่รับผิดร่วมกัน ถามว่าแล้วแบบนี้ ถ้ามีความชอบ จะรับร่วมกันไหม

บางครั้งอาจจะเจอถึงขั้น หาคนผิดมาให้ได้สักคน แล้วก็ลงโทษขั้นรุนแรงกับคนนั้นไปเลย แบบนี้ แย่ยิ่งกว่าแย่ เพราะการทำงานมันทำเป็นทีม แต่เวลาจะโทษ กลับมีคนผิดเพียง 1 นี่มันไม่ใช่ความจริงของโคนัน มันจะมีเพียง 1 ได้ แปลว่าคนที่เหลือหูหนวกตาบอดกันหมดตอนที่คนนี้สร้างงานขึ้นมาสินะ

สมมุตอีกสังเรื่อง(สมมุตินะทุกคน) เอาง่ายๆเลย ผมเป็นลูกคนเล็ก ตอนเด็กๆ เราก็อาจจะเคยทำแก้วแตกบ้าง และที่บ้านผม การทำแก้วแตกค่อนข้างเป็นเรื่องใหญ่ และมักจะโดนดุ และถ้าเมื่อไรที่คนในบ้านไปเจอแก้วแตกในถังขยะ ทายสิว่าใครผิด

แน่นอนว่าต้องเป็นผมอยู่แล้ว เพราะฐานะในสังคมนั้น ผมอยู่ในฐานะต่ำสุด มีความเป็นไปได้สูงสุด และคำแก้ตัวมีน้ำหนักน้อยสุด ต่อให้ผมไม่ได้ทำ ผมก็ต้องเป็นคนทำ

--

--

ถ้าถามว่าบรรยากาศการทำงานแบบไหนที่เมื่อได้อยู่แล้ว รู้สึกอึดอัด ก็คงมีคำตอบได้หลากหลายแบบ แต่ถ้าถามว่าแล้วที่สุดของบรรยากาศที่ไม่ชอบเลยคือแบบไหน ข้อนี้ส่วนตัวมีคำตอบที่พอจะชัดเจนอยู่บ้าง

ผมเคยบอกหลายๆคนว่า มีบรรยากาศแบบนึงที่ผมรู้สึกอยากหนีไปให้ไกล คือความรู้สึกว่าเหมือนมีคนหันหอกใส่อยู่ตลอดเวลา หรืออีกอย่างคือรู้สึกเหมือนอยู่ในที่สว่าง แล้วเหมือนมีฝูงหมาป่าคอยมองเราจากมุมมืด มันพร้อมจะขู่ และรอจังหวะขย้ำเราให้ล้มลง

สิ่งที่ผมแสวงหาในที่ทำงาน คือความร่วมแรงร่วมใจสร้างงานให้สำเร็จ ผมไม่ค่อยอยากจะเชื่อว่า คนคนเดียวจะสามารถคิดและทำอะไรได้ดีไปเสียทุกอย่าง การที่มีทีมช่วยกันคิด ช่วยกันลอง ช่วยกันหาข้อมูล มันช่วยเพิ่มประสิทธิภาพงานได้มากมาย เราจะช่วยกันปิดช่องโหว่ให้กันและกันได้มากกว่าคิดคนเดียว

เพราะฉะนั้น การที่มีใครสักคน คิดว่าคนคนหนึ่ง จะต้องเก่ง ต้องฉลาด ต้องว้าว และเราเลยต้องคอยท้าทายเขา อาจจะเป็นมุมมองที่เขามองเพื่อนร่วมงานในแบบที่เขามองตัวเอง คือเขานั้นเก่ง ฉลาด และว้าวที่สุด ถ้ามีคนแบบเดียวกัน จะทำให้เขาสบายใจ และผมไม่แน่ใจว่า นั่นคือมุมมองที่ควรใช้มองเพื่อนร่วมงาน หรือมองหาศัตรู

ทางเลือกสำหรับคนที่เจอเหตุการณ์นี้ อาจจะเลือกสู้ให้เขาเห็นความสามารถ หรือเลือกถอย ขึ้นอยู่กับโจทย์ของแต่ละคน

ถ้าถามผม ฮ่ะๆๆ ผมถอย เพราะชีวิตนี้มันสั้นนัก และไม่อยากมาเสียเวลาที่ไม่สร้างประโยชน์กับชีวิตอะไรแบบนี้เลย เหมือนเลี้ยวรถไปผิดทาง เราก็แค่กลับรถ ยอมเสียเวลาเล็กน้อย ไปหาทางที่สะดวกกว่า เสียเวลาน้อยกว่าดีกว่าเยอะ นั่นคือนิสัยและแนวคิดส่วนตัวนะครับ

ท้ายที่สุด การเลือกที่จะสู้ก็เป็นตัวเลือกที่ท้าทาย หากสำเร็จเราจะก้าวข้ามหลายสิ่ง ผมก็ได้แต่เป็นกำลังใจให้ และถ้าใครที่เลือกแบบผม ก็เป็นกำลังใจให้เช่นกัน เพราะทุกทางเลือก ก็มีสิ่งที่ต้องแลก ขอให้ทุกคนผ่านมันไปได้อย่างราบรื่นครับ

--

--

ทุกวันนี้วิธีทำงานในทีม software development ในแต่ละที่จะมีพฤติกรรมแตกต่าง — กันไปตาม culture และ methodology

ถ้าในอดีต ย้อนเวลาไปหลายปีที่ผ่านมา ทีม dev ส่วนมากจะแบ่งหน้าที่กันชัดเจนมากๆ Dev, Ops, Tester, Infra, etc. และส่วนมากจะรับ requirement ผ่านมาทาง SA ซึ่งลักษณะนี้จะเหมือนได้รับ order มามากกว่าจะเป็น requirement

คือทำงานตามคำสั่งเบาๆ งานมาเรื่อยๆ ทำไปเรื่อยๆ

แต่ถ้าวันหนึ่ง อยู่เราก็กระโจนเข้าไปอยู่ในทีม dev อีกแบบ ที่ไม่คุ้นเคย เขามีกระบวนการแปลกๆ และเราเริ่มรู้สึก แปลกแยก ตามไม่ทัน ทำตัวไม่ถูก จะทำยังไงดี

เพราะจากภาพที่เห็นและได้ยิน เราจะรู้สึกว่า โอ้โห! ทำไมแต่ละคนแย่งกันพูด แย่งกันเขียนโค้ด เสนอความคิด มี research กันตลอด เปิด doc โน่นนี่ เขียน test พูดคำแปลกๆ ฟังแล้วรู้สึกมีความรู้ จิตใจก็เริ่มวิตก ว่าเราจะไปทำงานกับพวกนี้ได้ไง เขาดูเก่งกันเกิน

ความจริงคือว่า พวกเราก็ไม่ได้รู้ทุกอย่างครับ บางทีที่เห็นนัวๆกันอยู่นั่นคือ เราอาจจะกำลังเข้าป่าอยู่ พวกนี้เวลาเข้าป่า ก็จะต้องหาทางออกกันเป็นปกติ คือพวกเราบางคนจะถูกสอนว่า ภาษาหรือ tools สามารถเรียนรู้ได้ตลอดเวลา สิ่งที่เขามีคือ ความร่วมมือ พูดง่ายๆคือ เรามาเข้าป่าไปด้วยกันนั่นเอง

อย่าคิดมาก ไม่ต้องกังวลว่าเราจะต้องรู้มากแค่ไหน ไม่มีสิ่งนั้นตั้งแต่แรกอยู่แล้ว สิ่งเดียวที่ต้องมีคือ เข้าไปในวง Pair หรือ Mob เขาเลย ถ้าไม่มั่นใจ ก็ไปดูก่อน ดูไปสักพักจะเห็นว่า บางทีเราก็ทำอะไรผิดบ้าง ก็ช่วยพูดขึ้นมา ไม่ต้องกลัวว่าจะผิด ถ้าเริ่มมั่นใจก็ขอเป็นคนพิมพ์เลย เดี๋ยวคนอื่นจะช่วยบอกว่าต้องทำยังไง

เรื่องมันก็มีอยู่แค่นี้นี่เอง สรุปคือ เข้าไปฟังเขา mob หรือ pair กัน แล้วก็ขอทำ จบ

--

--

มันอึดอัด ไม่สบายตัว เหมือนรู้สึกหายใจไม่ทั่วท้อง มันอึนๆอยู่ในใจ และในความคิดอยู่ตลอด บางครั้งรู้สึกหวาดผวา ในเวลาเช้า ตื่นมาแล้วไม่อยากทำงาน รู้สึกเหนื่อยมากกว่าที่ผ่านมา หรือรู้สึกท้อแท้

มนุษย์เป็นสิ่งมีชีวิต เพราะฉะนั้น เราทุกคนมีเวลาขี้เกียจ มีเวลาต้องผ่อนคลาย มีเวลาต้องพักสมอง

การต้องตื่นขึ้นมาทำงาน 8 หรือ 9 โมงตอนเช้า และไปเลิกงานตอนเย็น มันเป็นอะไรที่ เป็นตารางมาก จนบางครั้งก็รู้สึกว่า มันไม่ใช่ธรรมชาติของทุกคน

บางคนอาจจะตื่นมาตอนตีสาม ในเวลานั้นถ้าได้ทำงานก็คงดี พอ 6โมงเช้าก็ง่วง อยากจะหลับสักหน่อย ตื่นมาอีกทีเที่ยงๆ ก็หิวข้าว กินข้าวสักมื้อ จากนั้นก็อยากจะดูรายการทีวีสักรายการ หรืออ่านหนังสือ หรือเล่นเกม ฟังเพลงสักสองสามชั่วโมง หรือแม้แต่อยากจะงีบกลางวัน และตื่นมาอีกทีตอนเย็น กินอะไรสักหน่อย ไปอาบน้ำ และเริ่มทำงานจริงจังอีกครั้งตอนสองทุ่ม และไปเลิกงานเที่ยงคืน

วันถัดมาก็อาจจะมีตารางเวลาใหม่ที่ไม่ซ้ำกับวันก่อนๆ

ดังที่เล่ามานี้ เพื่อจะบอกว่า แต่ละคนมีนาฬิกาชีวิตที่ไม่เหมือนกัน ซึ่งถ้าเราได้ทำตามนาฬิกาของเรา มันจะเหมือนว่ามีอากาศสดชื่นให้ได้หายใจเต็มปอดตลอดเวลา

แต่นั่นไม่ได้แปลว่า การทำงานตรงตามเวลางานจะไม่สามารถทำได้ เพียงแต่เรารู้แล้ว และตระหนักได้ว่า แต่ละคนจะมีช่วงจังหวะที่ กระตือรือร้นในการทำงาน และมีจังหวะที่อยากจะผ่อนคลายไม่ตรงกัน

การจะกะเกณฑ์ให้ทุกคนต้องทำงานในเวลาเดียวกัน อย่างเข้มงวดนั้น อาจจะทำให้บางคนมีอาการหายใจไม่ทั่วท้อง

นั่นแปลว่า ในช่วงเวลาทำงานตอนกลางวัน ถ้าจะต้องกำหนดกิจกรรมเพื่อให้ทำงานร่วมกัน ไม่ว่าจะเป็นการประชุมหรือกิจกรรมอื่นใด ก็ควรมีช่วงเวลาส่วนตัว นั่นก็เพื่อ

ให้เพื่อนร่วมงานของเราได้มีอากาศหายใจบ้าง

เพื่อให้เขาไม่รู้สึกอึดอัด ซึ่งในบางบริบท จะได้ยินคำว่า Micromanaged ซึ่งเป็นลักษณะหนึ่งของการทำให้คนในทีมหายใจไม่ออก และเมื่อมันอึดอัด คนเราก็จะหาทางออกให้ตัวเองจนได้

--

--