คีโต กับความเข้าใจผิด

Pallat Anchaleechamaikorn
2 min readNov 2, 2019

อ้างอิงถึง Differences between ketosis and ketoacidosis จากบทความนี้ผมขออนุญาตเอามาแปลแบบตรงตัวให้อ่านกัน แต่ผมก็คิดว่าคนที่อ่านอาจจะเกิดข้อสงสัยเหมือนกันว่า แล้วข้อมูลในบทความนี้มันเชื่อถือได้มากน้อยแค่ไหน เป้าหมายของผมคืออยากให้ตระหนักถึงความแตกต่างของอาการทั้งสองแบบ ไม่อยากให้เข้าใจแบบเหมารวมว่ามันเหมือนกัน และข้อแนะนำจากภรรยาผมคือ

ความรู้ทุกอย่างในโลกนี้มันมีวันหมดอายุ การเลือกเชื่อ ทำได้แค่ในช่วงระยะเวลาหนึ่งเท่านั้น โปรดศึกษาข้อมูลใหม่ๆอยู่เสมอ

ต่อจากนี้เป็นบทความที่แปลมา และต้นฉบับอาจมีข้อมูลเพิ่มเติม

Ketosis กับ Ketoacidosis คือภาวะที่ร่างกายเกิดคีโตนเหมือนกัน แต่ไม่เหมือนกัน Ketosis นั้นไม่เป็นอันตรายใดใด ในขณะที่ Ketoacidosis นั้นอันตรายถึงชีวิตได้เลย

ภาวะ Ketosis เกิดขึ้นในเวลาที่ร่างกายเริ่มเผาผลาญไขมันแทนกลูโคส โดยวิธีกระตุ้นให้เกิดภาวะนี้ก็คือการใช้โภชนาการที่เรียกว่า ketogenic diet หรือ “keto” diet นั่นก็คือวิธีการกินพลังงานจากไขมันที่สูงขึ้นและกินพลังงานจากแป้งให้ต่ำ ซึ่งจะช่วยให้เราสามารถลดน้ำหนักได้

ภาวะ Ketoacidosis คือภาวะที่ร่างกายผลิต ketones ในระดับที่สูงจนอันตราย และส่วนมากเป็นภาวะแทรกซ้อนจากโรคเบาหวานประเภทที่ 1

โดยในบทความนี้จะให้ความคิดเห็นในเรื่องความแตกต่างระหว่างภาวะ ketosis และ ketoacidosis รวมถึงอาการของทั้งสองภาวะ และยังอธิบายว่าเมื่อไหร่ควรพบแพทย์ และวิธีป้องกันและดูแลภาวะ ketoacidosis

Ketosis vs. ketoacidosis

ketosis เกิดขึ้นเมื่อร่างกายใช้พลังงานจากไขมันแทนการใช้พลังงานจากกลูโคส โดยตับจะทำการสลายไขมันแล้วเปลี่ยนรูปแบบทางเคมีไปเป็นสิ่งที่เรียกว่า ketones และปล่อยมันเข้าสู่กระแสเลือด แล้วร่างกายเราก็จะสามารถใช้มันเป็นแหล่งพลังงานได้

โภชนาการแบบ ketogenic diet คือการกินที่มุ่งหวังที่จะทำให้เกิด ketosis นี่เอง ด้วยการกินไขมันในปริมาณที่สูงและกินคาร์โบไฮเดรตให้ต่ำ ซึ่งการกินแบบนี้เริ่มได้รับความนิยมในหมู่คนที่ต้องการให้ร่างกายเผาผลาญไขมันและลดน้ำหนัก

แต่เดิมแพทย์ได้พัฒนาการกิน ketogenic diet เพื่อรักษาอาการลมบ้าหมูในเด็ก โดยวิธีกิน ketogenic diet แบบแรกๆก็คือการกินไขมัน 3–4 กรัม ในทุกๆการกินคาร์โบไฮเดรต และโปรตีน 1 กรัม และจากการศึกษาโดย มูลนิธิลมบ้าหมูได้แสดงให้เห็นว่า เด็กที่ทดลองกินแบบนี้ ครึ่งหนึ่งมีอาการชักน้อยลง ในขณะที่ 10–15 เปอรเซ็นต์เกือบไม่มีอาการอีกเลย

แต่เหล่าแพทย์เองก็ยังไม่รู้แน่ชัดว่าเพราะเหตุใดการกิน ketogenic diet ถึงสามารถลดอาการโรคลมบ้าหมูได้ แต่การวิจัยนี้แสดงให้เห็นว่าวิธีกินแบบนี้ยังช่วยอาการผิดปกติทางระบบประสาทอื่นๆเช่น พากินสัน และ อัลไซเมอร์ได้อีกด้วย

ในทางกลับกัน ketoacidosis เกิดขึ้นตอนที่ร่างกายรู้สึกกระหายและเริ่มสลายไขมันและโปรตีนอย่างรวดเร็วเกินไป ซึ่งเป็นภาวะแทรกซ้อนจากโรคเบาหวานประเภทที่ 1

ถ้าคนคนหนึ่งมีอินซูลินไม่เพียงพอ ร่างกายไม่สามารถย้ายกลูโคสจากเลือดไปสูงเซลล์ได้ ซึ่งจำเป็นต่อการสร้างพลังงาน ส่งผลระดับกลูโคสและคีโตนสูงในกระแสเลือด ซึ่งแพทย์จะเรียกอาการนี้ว่าเป็น ketoacidosis จากเบาหวาน

แพทย์สามารถบ่งชี้ได้จากการตรวจเลือดและปัสสาวะได้ว่าใครอยู่ในภาวะ ketosis หรือ ketoacidosis

ในขณะที่ ภาวะโภชนาการ ketosis นั้นปกติจะมีระดับ ketone ในเลือดอยู่ที่ระดับ 0.5–3.0 มิลลิโมล ต่อลิต (mmol/L) อ้างอิงตาม สมาคมโรคเบาหวานชาวอเมริกัน บุคคลควรตรวจระดับคีโตนของเขาเมื่อระดับน้ำตาลกลูโคสในเลือดอยู่ในระดับที่สูงกว่า 240 มิลลิกรัมต่อเดซิลิตร (mg/dl)

คนที่เป็นเบาหวานที่มีระดับคีโตนสูงมีความเสี่ยงที่จะเป็น ketoacidosis จากเบาหวานอย่างมีนัยยะสำคัญ

อาการของ ketoacidosis

ketoacidosis จากเบาหวาน เป็นภาวะแทรกซ้อนที่อาจเกิดจากเบาหวานประเภทที่ 1 และมักจะเกิดเมื่อผู้ป่วยได้รับอินซูลินไม่เพียงพอในเวลาที่เหมาะสม และการกินอาหารไม่เพียงพอบางครั้งก็อาจจะกระตุ้นให้เกิดภาวะ ketoacidosis จากเบาหวานได้เช่นกัน

อาการของ ketoacidosis จากเบาหวานมีอาการดังนี้:

  • ระดับน้ำตาลในเลือดสูง
  • มีระดับคีโตนสูงขึ้นในปัสสาวะ
  • กระหายน้ำและปัสสาวะบ่อย
  • อ่อนเพลีย
  • ผิวแห้งหรือแดง

และอาการอาจจะพัฒนาไปถึงอาการเหล่านี้:

  • คลื่นไส้และอาเจียน
  • ปวดท้อง
  • หายใจลำบาก
  • ได้กลิ่นผลไม้จากลมหายใจ
  • รู้สึกไม่อยู่กับร่องกับรอย
  • เหม่อลอย

อาการของ ketosis

ในคนส่วนใหญ่แล้ว ketosis เป็นภาวะเมตาบอลีซึมในช่วงสั้นๆที่เกิดขึ้นเมื่อร่างกายเปลี่ยนจากการเผาผลาญน้ำตาลกลูโคสมาเป็นการเผาผลาญไขมันเป็นการชั่วคราว ในช่วงเวลานี้ระดับของคีโตนในกระแสเลือดจะเพิ่มขึ้น

คนที่ใช้โภชนาการแบบ ketogenic diet หวังว่าจะรักษาช่วงเวลาของการเกิด ketosis ไว้ให้นานขึ้น บางคนใช่วิธีอดอาหารเพื่อเข้าสู่ภาวะนี้ก็มี

Ketosis อาจทำให้บางคนเกิดกลิ่นลมหายใจและน้ำหนักลดลง และมันอาจทำให้ปวดหัว กระหายน้ำ และ ท้องร้องได้

อย่างไรก็ตาม การกระตุ้นให้เกิด ketosis นี้ปกติจะปลอดภัย แต่มันก็อาจจะทำให้บางคน เกิดภาวะขาดสมดุลทางโภชนาการ หรืออาจจะส่งผลให้ได้พลังงานไม่เพียงพอ ซึ่งภาวะทุพโภชนาการนี้อาจทำให้เกิดอาการเหล่านี้:

  • เมื่อยล้า
  • อ่อนเพลีย
  • เสียสมาธิ หรือมีปัญหาเรื่องความจำ
  • อารมณ์แปรปรวน
  • โลหิตจาง
  • รู้สึกหนาว
  • ป่วยบ่อย

เมื่อไหร่ที่ควรไปพบแพทย์

แพทย์สามารถตรวจเลือดหรือปัสสาวะเพื่อวิเคราะห์ว่าคนคนนั้นเป็น ketosis หรือ ketoacidosis ซึ่งเป็นการตรวจเพื่อวัดระดับคีโตน น้ำตาล และความเป็นกรดในร่างกาย

ภาวะโภชนาการแบบ ketosis ไม่ได้ส่งผลใดใดทางการแพย์ และไม่ต้องวินิจฉัยความผิดปกติ แต่อย่างไรก็ตาม ภาวะ ketoacidosis นั้นเป็นภาวะที่คุกคามชีวิต และทุกคนที่มีอาการควรรีบไปพบแพทย์ทันที ผู้ที่มีสัญญาณของอาการขาดสารอาหารควรพบแพทย์

แพทย์มักจะจัดเตรียมชุดทดสอบปัสสาวะให้ผู้ป่วยโรคเบาหวานประเภทที่ 1 อยู่แล้ว เพื่อให้ผู้ป่วยสามารถตรวจสอบระดับคีโตนเขาได้เอง

การรักษาอาการ ketoacidosis

ketoscidosis จากเบาหวาน เป็นภาวะฉุกเฉินในทางการแพทย์ อาการสามารถพัฒนาได้เร็วมาก แต่ก็สามารถรักษาได้มากเช่นกัน

ปกติแพทย์มักจะดูแลคนที่เป็น ketoacidosis จากเบาหวานในโรงพยาบาล หรือห้องฉุกเฉิน การรักษามักจะทำโดยใช้อินซูลินร่วมกับของเหลวและการใช้สารอิเล็กโตรไลท์

คนส่วนใหญ่ที่มีอาการ ketoacidosis จากเบาหวานมักจะอยากอยู่โรงพยาบาลเพื่อดูอาการ เมื่อระดับคีโตนในเลือดกลับสู่ระดับปกติ แพทย์อาจจะแนะนำให้ทดสอบเพิ่มเติมเพื่อตรวจหาปัจจัยเสื่ยงอื่นๆต่อไป

การป้องกันการเกิด ketoacidosis

ผู้ป่วยเบาหวานสามารถลดความเสี่ยงที่จะเกิด ketoacidosis ได้ด้วยวิธีดังต่อไปนี้:

  • เฝ้าดูระดับน้ำตาลในเลือดให้อยู่ในระดับปกติ และแจ้งให้แพทย์ทราบถ้ามันควบคุมไม่อยู่
  • ตรวจสอบคีโตนในปัสสาวะ ถ้าระดับน้ำตาลในเลือดสูงกว่า 240mg/dl
  • หลีกเลี่ยงการออกกำลังกายถ้าพบคีโตนในปัสสาวะและระดับน้ำตาลในเลือดสูง
  • รับอินซูลินตามที่แพทย์กำหนดมาให้ครบ
  • กินอาหารที่ดีต่อสุขภาพและรักษาความสมดุลทางโภชนาการ
  • หลีกเลี่ยงการงดมื้ออาหาร

สรุป

ถึงแม้ว่า ภาวะ ketosis และ ketoacidosis จะส่งผลให้ระดับคีโตนในเลือดสูงขึ้นทั้งคู่ แต่มันไม่เหมือนกัน ketosis เป็นความต้องการให้เกิด ด้วยการกิน ketogenic diet และปกติแล้วมันปลอดภัย แต่ ketoacidosis เป็นภาวะแทรกซ้อนที่อาจทำให้เกิดอันตรายจากโรคเบาหวานประเภทที่ 1

ผู้ป่วยเบาหวานควรหลีกเลี่ยงการกิน ketogenic diet และปฏิบัติตามที่แพทย์แนะนำการรักษา เพื่อป้องกันการเกิดภาวะ ketoacidosis

การกิน Ketogenic diet สามารถช่วยให้ผู้คนลดน้ำหนักได้และอาจทำให้สุขภาพดีขึ้นได้ แต่อย่างไรก็ตามมันจะดีกว่าถ้าได้พูดคุยกับแพทย์ก่อนที่จะทดลองกินโภชนาการอะไรใหม่ๆ

--

--